เนื้อหา

จัดระเบียบสังคม 9 สถานที่ที่ประชาชนต้องการให้ภาครัฐเข้าไปดูแล

 ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยได้มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงในเรื่องต่าง ๆ เกิดขึ้น ทั้งในด้านเศรษฐกิจ และวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคม ขณะเดียวกันธุรกิจสถานบริการ แหล่งบันเทิงรวมถึงแหล่งอบายมุขต่าง ๆ ก็มีการแพร่ขยายอยางรวดเร็ว ทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดปัญหาด้านสังคมต่าง ๆ เช่น ปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด การมั่วสุมทางเพศ การพนัน ฯลฯ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงเด็กและเยาวชน ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการ จัดระเบียบสังคมมาโดยตลอดและต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหาดังกลาว เพื่อทำให้สังคมน่าอยู่และคนในสังคมอยู่รวมกันอย่างสงบสุข สำนักงานสถิติแห่งชาติจึงได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการจัดระเบียบสังคมเพื่อเป็นข้อมูลให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ในการติดตาม ประเมินผล และวางแผนกำหนดมาตรการการจัดระเบียบสังคมให้มีประสิทธิภาพ ต่อไป


socialsum57ผลการสำรวจพบว่า แหล่ง/สถานที่ที่ประชาชนต้องการให้ภาครัฐเข้าไปดูแลแก้ไขมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สถานบันเทิง/สถานบริการ (ร้อยละ 54.6) ร้านเกมส์ – อินเทอร์เน็ต (ร้อยละ 45.7) แหล่งอบายมุข เช่น สถานที่รับซื้อหวยใต้ดิน/รับพนันบอล ร้านคาแอบแฝง ฯลฯ (ร้อยละ 42.3) ชุมชนแออัด (ร้อยละ 41.5) และสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกฮอล์ (ร้อยละ 27.8) โดยทุกภาคเห็นวาสถานบันเทิง/สถานบริการเป็นแหล่ง/สถานที่ อันดับแรกที่รัฐบาลควรเข้าไปดูแล/แก้ไข ขณะที่กรุงเทพมหานคร เห็นว่าแหล่งอบายมุข เช่น สถานที่รับซื้อหวยใต้ดิน/รับพนันบอล ร้านค้าแอบแฝง ฯลฯ เป็นอันดับแรกที่ควรแก้ไข

สนใจรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์สำนักงานสถิติแห่งชาติ www.nso.go.th 

ผลสำรวจสขุภาพจิตคนไทย เดือน ก.พ. 57

 นายวิบูลยทัต สุทันธนกิตติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยว่า สำนักงานสถิติแห่งชาติ ร่วมมือกับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข จัดทำการสำรวจสุขภาพจิตของประชากรไทยในเดือนกุมภาพันธุ์ 2557 เพื่อสะทอนใหเห็นถึงสภาวะสุขภาพจิตของประชากรไทยในแง่มุมต่าง ๆ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ความสุขของคนไทย สำหรับนำไปใช้กำหนดนโยบาย และวางแผนพัฒนาประชากรไทยให้มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น ผลการสำรวจ พบว่า ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป มีคะแนนเฉลี่ยสุขภาพจิตเท่ากับ 33.16 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคือเฉลี่ยเท่ากับคนทั่วไป (27.01 – 34.00) มีสุขภาพจิตค่อนข้างเป็นไปในทางที่ดีถึงดีมาก ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2556 มีคะแนนเฉลี่ยลดลงเล็กน้อย (จาก 33.35 เป็น 33.16)

mental01กลุ่มอาชีพสุขภาพจิตดีทีสุด 3 อันดับแรก คือ กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ ดังนี้

  1. กลุ่มอาชีพผู้ประกอบวิชาชีพด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม ด้านสุขภาพ ด้านการสอน ด้านธุรกิจและการบริหาร ด้าน ICT ด้านกฎหมาย สังคมและวัฒนธรรม 35.45
  2. กลุ่มอาชีพผูบัญญัติกฎหมาย ข้าราชการอาวุโส 35.18
  3. กลุ่มอาชีพผู้ประกอบวิชาชีพช่างเทคนิคสาขาต่างๆ 34.54
เมื่อพิจารณาตามเพศ เขตการปกครอง และภาค พบว่า
  • ชายมีสุขภาพจิตดีกว่าหญิงเล็กน้อย (ชาย 33.48 หญิง 32.92)
  • ผู้ที่อยู่ในเขตเทศบาลมีสุขภาพจิตดีกว่าผู้อยู่นอกเขตเทศบาลเล็กน้อย (ในเขตเทศบาล 33.37 นอกเขตเทศบาล 32.98)
  • รายภาค พบว่า กรุงเทพมหานครมีสุขภาพจิตเฉลี่ยดีที่สุด 34.15 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 33.21 ภาคใต้ 33.19 ภาคเหนือ 33.04 และภาคกลาง 32.69
mental02สนใจรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์สำนักงานสถิติแห่งชาติ www.nso.go.th

ครัวเรือนไทยในรอบ 10 ปี

 

การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อ โครงสร้างครัวเรือนของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งอาจเนื่องจากการตัดสินใจมีบุตรน้อยลงของคู่สมรส การครองโสดที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งหน้าที่การงานที่ต้องเปลี่ยนสถานที่ทำงาน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของครัวเรือนด้วยกันทั้งสิ้น

a62-1

ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา โครงสร้างครัวเรือนไทยเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างชัดเจน ข้อมูลจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ แสดงให้เห็นว่า แม้ครัวเรือนส่วนใหญ่จะอยู่กันแบบครอบครัวเดี่ยว คือ มีพ่อแม่ลูก แต่มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ จากร้อยละ 56.1 ในปี 2545 เหลือร้อยละ 50.0 ในปี 2555 ขณะที่ครอบครัวขยายที่มีพ่อ/แม่/ลูก/ปู่/ย่า/ตา/ยายอยู่ด้วยกัน และการอยู่คนเดียวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นครอบครัวที่อยู่เฉพาะสามีและภรรยา เฉพาะสามีและภรรยาและลูก และอยู่เฉพาะสามีหรือภรรยาและลูก จะพบว่า ครอบครัวที่อยู่ครบทั้งสามีและภรรยาและลูกลดลงอย่างเห็นได้ชัด จาก 1 ใน 3 (ร้อยละ 34.9) ในปี 2545 เหลือเพียง 1 ใน 4 (ร้อยละ 27.5) ในปี 2555 เช่นเดียวกับครอบครัวที่อยู่เฉพาะสามีหรือภรรยาและลูกก็ลดลงเช่นกัน ส่วนครอบครัวที่อยู่เฉพาะสามีและภรรยากลับเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 13.3 ในปี 2545 เป็นร้อยละ 15.7 ในปี 2555 สอดคล้องกับข้อมูลของครัวเรือนที่หลานอยู่กับปู่ย่าตายายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 29.9 ในปี 2545 เป็นร้อยละ 33.9 ในปี 2555 ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากปัญหาด้านเศรษฐกิจจึงทำให้คู่สมรสตัดสินใจย้ายถิ่นเพื่อหางานทำ โดยให้ลูกอยู่กับปู่/ย่า/ตา/ยาย ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาเด็กขาดความอบอุ่นจากพ่อแม่ตามมา ดังนั้น การส่งเสริมโอกาสเข้าถึงแหล่งงานในภูมิลำเนาของตนเองให้มากขึ้น อาจเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ ทำให้สามารถสร้างความรักความผูกพันในครอบครัว นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีของเด็กในอนาคตต่อไป

a62-2


การใช้พลังงาน ปี 56 แก๊สโซฮอล์พุ่งสูงสุด

 นายวิบูลยทัต สุทันธนกิตติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานสถิติแห่งชาติได้ประมวลข้อมูลการใช้พลังงานของครัวเรือน ปี 2556 ซึ่งเก็บรวบรวมขอมูลในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ทั้งในเขตและนอกเขตเทศบาล ระหว่างเดือน มกราคม – ธันวาคม 2556 โดยมีจำนวนครัวเรือนตัวอย่างทั้งสิ้น 52,000 ครัวเรือน

en g1

ผลการสำรวจ พบว่า ครัวเรือนทั่วประเทศมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นเฉลี่ยเดือนละ 19,061 บาทเป็นค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน 2,084 บาท หรือคิดเป็น ร้อยละ 10.9 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยเป็นค่าใช้จ่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม (ร้อยละ 70.9) ค่าใช้จ่ายพลังงานไฟฟ้า (ร้อยละ 27.1) และ ถ่านไม้และฟืน (ร้อยละ 2.0) เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายด้านพลังงานปี 2555 และ 2556 พบว่า แก๊สโฮอล์มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากที่สุดถึงร้อยละ 132.8 (จาก 262 เป็น 610 บาท) เนื่องจากมีการรณรงค์ให้ใช้แก๊สโซฮอล์ รองลงมาคือไฟ้ฟ้าเพิ่มขึ้น ร้อยละ 7.2 (จาก 527 เป็น 565 บาท) และก๊าซใช้ในครัวเรือนเพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.9 (จาก 68 เป็น 72 บาท) สำหรับน้ำมันเบนซิน พบว่า มีค่าใช้จ่ายลดลง ร้อยละ 56.2 (จาก 582 เปน 255 บาท) ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการยกเลิกการจำหน่ายน้ำมันเบนซินออกเทน 91
en g2สำหรับค่าใช้จ่ายด้านพลังงานโดยรวมของครัวเรือนในภาคต่าง ๆ ในปี 2556 พบว่า ครัวเรือนในกรุงเทพมหานคร และ 3 จังหวัด (นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ) ใช้จ่ายด้านพลังงานมากที่สุดเฉลี่ยเดือนละ 3,271 บาท รองลงมา ได้แก่ ภาคใต้ 2,392 บาท ภาคกลาง 2,238 บาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1,644 บาท และภาคเหนือ 1,558 บาท ตามลำดับ สำหรับครัวเรือนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีค่าใช้จ่ายถ่านไม้และฟืน มากกว่าภาคอื่น 
en g3สนใจรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ สำนักงานสถิติแห่งชาติ www.nso.go.th 

สำนักงานสถิติแห่งชาติเตรียมพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน

 

sarn1-2-571จากนี้เหลือเวลาอีกไม่กี่เดือน ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมสังคมและวัฒนธรรม อาเซียน แต่ละเสาหลักมีเป้าหมายดำเนินการ โดยมุ่งเน้นให้ประเทศสมาชิกมีความพร้อมในการร่วมมือป้องกันและจัดการกับความขัดแย้งระหว่างกันมากขึ้น ให้เกิดการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจและการอำนวยความสะดวกในการติดต่อค้าขายระหว่างกัน ให้สามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่น ๆ ได้ และให้เกิดการพัฒนาความร่วมมือในสาขาการศึกษา วัฒนธรรม สาธารณสุข พลังงาน สวัสดิการสังคม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีเป้าหมายให้ประชาชนในภูมิภาค รู้จักและเข้าใจกันมากขึ้น มีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียน ซึ่งการดำเนินงานของทั้งสามเสาหลักต้องการข้อมูลสถิติสารสนเทศที่หลากหลายสำหรับสนับสนุนการวางแผน กำหนดยุทธศาสตร์ และมาตรการในการดำเนินงานทั้งสิ้น


sarn1-2-573นายวิบูลย์ทัต สุทันธนกิตติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ กล่าวว่า การก้าวสู่ประชาคมอาเซียน นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ สำนักงานสถิติแห่งชาติในฐานะหน่วยงานหลักด้านสถิติและสารสนเทศของประเทศได้มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องของการผลิตข้อมูลสถิติและสารสนเทศเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ซึ่งคาดว่าน่าจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะจากกลุ่ม ประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียน สำนักงานสถิติแห่งชาติจึงได้เน้นการพัฒนาบุคลากรให้มีองค์ความรู้ก้าวทันเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อม ๆ กับการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการทำงานโดยเฉพาะในกระบวนการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรงกับประเด็นนโยบาย มีข้อมูลครบถ้วนและทันสมัย สำนักงานสถิติแห่งชาติ จึงได้นำเครื่องแท็บเล็ต มาใช้ในการเก็บข้อมูลแทนการใช้แบบสอบถามกระดาษ ซึ่งได้ผลลัพธ์ เป็นที่น่าพอใจ นอกจากจะลดภาระของผู้ตอบแบบสอบถามแล้ว ยังสามารถควบคุมคุณภาพข้อมูล ติดตามการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ประหยัดงบประมาณในการพิมพ์และการขนส่งแบบสอบถาม และลดเวลาในการประมวลผล ทำให้เสนอผลได้เร็วขึ้น สามารถนำข้อมูล ไปใช้ในการวางแผนและกำหนดนโยบายได้ทันเหตุการณ์ สำนักงานสถิติแห่งชาติจึงกำหนดแผนการใช้แท็บเล็ตในการเก็บข้อมูลในทุกโครงการสำรวจสำมะโนของสำนักงานฯ

sarn1-2-570sarn1-2-572

ในปี 2557 นี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติยังคงเดินหน้าผลิตข้อมูลสถิติพื้นฐานไว้บริการผู้ใช้ทุกภาคส่วน เช่น สำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน สำรวจภาวะการทำงานของประชากร สำรวจธุรกิจทางการค้าและธุรกิจทางการบริการ สำรวจแรงงานนอกระบบ สำรวจการย้ายถิ่นของประชากร สำรวจความต้องการพัฒนาขีดความสามารถของประชากร สำรวจการใช้เวลาของประชากร สำรวจภาวะการครองชีพของข้าราชการพลเรือนสามัญ สำรวจพฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวของชาวไทย เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในเรื่องต่าง ๆ เพื่อสะท้อนสถานการณ์ปัจจุบันสำหรับนำมาปรับปรุง/พัฒนา แผนและนโยบายที่เกี่ยวข้อง เช่น สำรวจความพึงพอใจในคุณภาพการให้บริการหน่วยงานภาครัฐสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาระบบราชการในภาพรวม เป็นต้น ที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นภารกิจที่สำคัญของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งไม่สามารถดำเนินการได้โดยลำพัง ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงจะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้ นั่นคือ ผลิตข้อมูลสถิติและสารสนเทศที่มีคุณภาพ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผน และกำหนดนโยบายได้อย่างแท้จริง

ข้อตกลงในการใช้เว็ปไซต์          นโยบายคุ้มครองข้อมูล          ติดต่อเรา

สำนักงานสถิติจังหวัดอุบลราชธานี 
ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี ชั้น 2 ถ.แจ้งสนิท ต.แจระแม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี  34000
tel icon โทร. 0 4534 4596  fax icon โทรสาร 0 4534 4597  mail icon E-mail :  This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.  tel icon สื่อสาร สป.มท. 38975, 38976, 38977